จักรยานกับการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและหมวกกันน็อก
คำว่า การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนนี้ ตรงข้ามกับคำว่าการท่องเที่ยวอย่างยับเยิน คือถ้าเที่ยวไม่ดี ไปทำให้สิ่งแวดล้อมเสียหาย ไปทำให้สังคมท้องถิ่นเสื่อมโทรม ไปทำให้ขยะเต็มเมือง ไปทำให้น้ำเน่า ไปทำให้สัตว์ป่าตื่นตระหนก ไปทำให้พันธุ์ไม้เสียหาย ฯลฯ อย่างนี้ล้วนแต่เป็นการท่องเที่ยวอย่างยับเยินทั้งสิ้น
ดูตัวอย่างที่พัทยาก็ได้ เดิมเป็นหมู่บ้านชาวประมงธรรมดา มีหาดแสนสวย มีความบริสุทธิ์
มีน้ำทะเลใสสะอาด มีชาวบ้านที่เป็นมิตร ใคร ๆ ก็อยากไป แต่เดี๋ยวนี้ไปดูแล้วเห็นอะไร จะเห็นแต่น้ำทะเลขุ่น ๆ มีเมือก ๆ มีเชื้อโรค คนไม่เป็นมิตร มีแต่จ้องจะเอาเปรียบนักท่องเที่ยว มีบาร์เบียร์
มีการพานักท่องเที่ยวไปข่มขืนกลางทะเล ฯลฯ
ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่รู้จะพัฒนาการท่องเที่ยวไปทำไม
ปัญหาความเสื่อมโทรมของแหล่งท่องเที่ยวหรือทางสิ่งแวดล้อมนี้ ในคำจำกัดความของ
การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนนั้น เขากำหนดว่านอกจากไม่
ทำให้น้ำเน่า ขยะเต็มเมืองแล้ว เราผู้ไปเที่ยวต้องไม่ทำให้สังคมท้องถิ่นเขาเสียหายด้วย ซึ่งนั่นหมายถึงว่า
ไม่ได้มองกันเฉพาะเรื่องตื้นๆ แบบที่มองเห็นด้วยตาเปล่า (น้ำเน่า ขยะแยะ ฝุ่นเยอะ สัตว์ป่าหายไป
ป่าไม้ถูกถาง ฯลฯ) แต่เขามองลึกไปจนถึงว่าทำให้ผู้คนต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตหรือไม่ด้วย
สมมุติว่าถ้าเราไปเที่ยวแล้วเราไปทำให้ชาวบ้านเขาเปลี่ยนจากคนทอผ้าด้วยมือ ย้อมสีธรรมชาติ
ใช้วัสดุพื้นบ้าน ไปเป็นอุตสาหกรรมทอผ้าที่ใช้เครื่องจักร ใช้สีย้อมจากญี่ปุ่น ใช้ผ้าโพลีเอสเตอร์จาก
ไต้หวัน แบบนั้นหาดูที่ไหนก็ได้ แล้วเราไปเที่ยวไปดูทำไม เราก็จะไม่ไป เมื่อไม่ไปหมู่บ้านนั้นก็
ไม่เป็นแหล่งท่องเที่ยว เขาถึงเรียกการพัฒนาแบบนี้ว่าเป็นการท่องเที่ยวแบบยับเยิน
คุณรู้ไหมว่า การทำตัวแบบแปลกแยกกับท้องถิ่นก็เป็นส่วนหนึ่งที่นักอนุรักษ์เขาถือว่าทำให้เกิด
การท่องเที่ยวอย่างยับเยินด้วย และไอ้การแต่งตัวนักจักรยานเต็มยศรวมทั้งใส่หมวกกันน็อกนี่มันเป็น
สิ่งแปลกแยกจากสังคมชุมชนท้องถิ่นหรือเปล่า สงสัยต้องช่วยกันตรองดู
ผมไม่มีคำตอบหรอกครับ แต่เพียงแต่อยากโยนคำถามนี้ลงกลางฝูงพญาเสือที่พร้อมจะขย้ำ วิจารณ์เพื่อเราจะได้คำตอบของส่วนรวม และรู้ตัวว่าเราควรปฏิบัติตนอย่างไรเวลาออกทริปครั้งต่อๆ ไป