การจัดตั้งชมรมกีฬาเพื่อสุขภาพ 
ศ.ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์
ประธานชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย
พ.ศ.2542
กีฬาที่จะพูดถึงในที่นี้และต่อไปนี้เป็นกีฬาของมวลชนไม่ใช่กีฬาของนักแข่งขันระดับเขต ระดับชาติ ระดับนานาชาติที่ต้องเอาจริงเอาจังกับการแข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตายเพราะมันเป็นเรื่องคอขาดบาดตายจริง ๆเพราะชีวิตหรืออาชีพของเขาขึ้นอยู่กับผลแพ้ชนะของการแข่งขันนั้น ๆส่วนกีฬาของมวลชนนั้นเป็นกีฬาเพื่อสุขภาพ ต้องการให้มีสุขอนามัยดีไม่ต้องเสียเงินและเสียเวลาไปหาหมอส่วนใครจะเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพแล้วเกิดเล่นได้ดีจนไปแข่งขันและได้รางวัลหรือเป็นทีมชาตินั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งแต่เมื่อไปถึงจุดนั้นกีฬานั้น ๆ ก็ไม่ใช่กีฬาเพื่อสุขภาพอีกต่อไปแต่เป็นกีฬาเพื่อการแข่งขันโดยเฉพาะประการหนึ่งก็เพราะสุขภาพของนักกีฬาผู้นั้นจะดีเกินเกณฑ์มาตรฐานของการมีสุขอนามัยที่ดีไปมากมายแล้วอย่างคนที่วิ่งมาราธอน (42.195 กิโลเมตรจากอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิไปจนถึงประตูน้ำพระอินทร์ รังสิต)ได้นั้นไม่ถือว่าเป็นคนมีสุขภาพดีเฉย ๆ แล้ว แต่เป็นนักวิ่งไปโน่นแล้วทีเดียวดังนั้นความสุข ความสนุกสนาน ความบันเทิงความปิติที่จะได้จากการเล่นกีฬาเพื่อสุขภาพก็ต้องลดน้อยถอยไปอย่างที่หยุดห้ามไม่ได้
สรุปก็คือวิธีคิดและปรัชญาของกีฬาเพื่อสุขภาพและกีฬาเพื่อการแข่งขันนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ถามว่าแล้วกีฬาเพื่อสุขภาพนั้นเป็น GAMES หรือเป็น SPORTS ตอบได้ว่ากีฬาเพื่อสุขภาพส่วนใหญ่แล้วจะเป็น GAMES เช่น เต้นรำ เต้นแอโรบิค มวยจีนฯลฯ แต่จะเป็น SPORTS ก็ได้ เช่น วิ่งจ๊อกกิ้ง จักรยานทางไกล ว่ายน้ำระยะไกลหรือแม้กระทั่งยกน้ำหนัก (เบา ๆ) แบบเวทเทรนนิ่ง (weight training) หรือจะเป็นกึ่ง GAMES กึ่ง SPORTS (คือกึ่งสนุกกึ่งใช้แรงก็ได้) เช่น โบว์ลิ่ง ปิงปอง ฟุตบอลจักรยานท่องเที่ยว โป้งแปะ ฯลฯหลักสำคัญอยู่ที่ว่ายังคงความสนุกสนานอยู่เป็นเกณฑ์และมีระดับความสำคัญมากกว่าการออกแรงให้เยอะและหนักหรือมากเป็นหลักจุดประสงค์ก็เพื่อหนีหน้า (ไม่ต้องไปเจอ)หมอ เพราะสุขภาพดีแล้วเพียงเท่านั้นเองที่น่าแปลกใจคือในปัจจุบันกีฬาเพื่อสุขภาพในระดับมวลชนส่วนใหญ่ไม่ใช่กีฬาเกมส์แต่เป็นกีฬาสปอร์ต เช่น วิ่งและจักรยาน หรือเต้นแอโรบิค
ปัจจุบันนี้มีชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพอยู่มากมายทั่วประเทศส่วนชมรมกีฬาเพื่อสุขภาพอื่น ๆ ที่พอจะพบเห็นได้บ้างก็เช่น ชมรมไท้เก้ก ชมรมรำดาบชมรม(ก๊วน)กอล์ฟ ชมรมฟันดาบไทย ฯลฯ
แต่ถ้าย้อยเวลากลับหลังไปประมาณปี 2525 ถึง 2530 ขณะนั้นมีชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพน้อยมากแต่ในขณะเดียวกันก็เริ่มมีกระแสสังคมเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเองและของประชาชนมากขึ้นความตื่นตัวที่จะรวมตัวกันก่อตั้งเป็นชมรมฯจึงมีมากคำถามว่าจะตั้งชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพนั้นทำได้อย่างไรจึงเป็นคำถามที่ผู้ผลักดันให้มีการวิ่งเพื่อสุขภาพหลายๆ ท่าน เช่น นพ.กฤษฎา บานชื่น นพ.อุดมศิลป์ ศรีแสงนาม และตัวผู้เขียนเองถูกถามตลอดเวลา
ปัจจุบัน (2542) คำถามเดิมแต่ในรูปแบบใหม่ คือ จะตั้งชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพได้อย่างไรก็กลับมาสู่ผู้เขียนอีกอย่างต่อเนื่องในระยะเกือบ 10 ปีที่ผ่านมาความจริงแล้วการก่อตั้งชมรมกีฬาเพื่อสุขภาพไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง จักรยาน แอโรบิคหรือมวยจีน ก็มีหลักการเหมือน ๆ กันประเด็นอยู่ที่ว่าเมื่อตั้งขึ้นมาแล้วมีกิจกรรมหรือไม่ ต่อเนื่องหรือไม่และเป็นประจำหรือไม่หากคำตอบสำหรับทั้งสามคำถามเป็นไปในทางลบแม้แต่จะเพียงจากคำถามเดียวชมรมฯนั้นก็อยู่ไม่รอด สิ่งนี้ประวัติศาสตร์บอกได้ด้วยตัวของมันเองอย่างชัดเจนเพราะมีชมรมฯมากมายที่ตั้งขึ้นมาแล้ว "ตายซาก"ไปอย่างน่าเสียดาย
ดังนั้นปัญหามันคือ ไม่ใช่ว่า "ตั้งอย่างไร" แต่เป็นว่าตั้งแล้ว "จะทำอะไรหรือเปล่า"มากกว่า เพราะการตั้งชมรมนั้นแม้จะไม่ยากแต่การล้มชมรมฯก็เกิดง่าย ๆ ได้เหมือนกัน
อย่างไรก็ตาม ก็คงยังมีคนอีกมากมายที่คิดจะทำงานให้สังคม ให้กลุ่ม ให้ชุมชนและอยากตั้งชมรมกีฬาเพื่อสุขภาพขึ้นผู้เขียนในฐานะประธานชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทยที่คิดว่าตัวเองมีประสบการณ์การจัดตั้งชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพมาก่อนรวมทั้งได้เคยเป็นพี่เลี้ยงการจัดตั้งชมรมวิ่งและจักรยานอีกหลายชมรมก็จะขอประมวลวิธีการจัดตั้งชมรมฯขึ้นมาไว้เป็นข้อแนะนำสำหรับผู้ที่ประสงค์จะตั้งชมรมกีฬาเพื่อสุขภาพไว้ดังนี้
1. เริ่มต้น
เริ่มต้นต้องหากลุ่มคนที่มีความชอบ ความสนใจในเรื่องเดียวกันก่อนซึ่งเรื่องนี้มักไม่ใช่ปัญหา เพราะคนที่ดำริจะจัดตั้งชมรมฯก็มักจะมีกลุ่มคนนี้ด้วยอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ควรต้องลงลึกคือเรื่องของแนวคิดของกลุ่มเพราะหากแนวคิดไม่ตรงกันแล้ว ชมรมฯถึงหากตั้งขึ้นมาก็จะไม่จีรังยกตัวอย่างเช่นการตั้งชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพก็มีแนวคิดหรือปรัชญาการทำงานต่างจากของชมรมจักรยานเพื่อการท่องเที่ยวหรือเพื่อการแข่งขัน หรือเพื่อธุรกิจการค้า
ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพหลายแห่ง นอกจากมีกิจกรรมด้านสุขภาพแล้วยังมีกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว (เพราะถือว่าเป็นการเสริมสุขภาพใจนอกจากสุขภาพกาย) หรือการแข่งขันด้วยกล่าวคือ สมาชิกชมรมฯอาจเก่งขึ้นจนชมรมฯถึงกับส่งเข้าแข่งขันนำชื่อเสียงเข้าชมรมฯซึ่งก็ทำได้ เพราะถือเป็นการประชาสัมพันธ์ชมรมฯว่าทำกิจกรรมได้ดีจนสมาชิกเก่งมากขึ้น ๆ แต่ถ้าเน้นกิจกรรมด้านแข่งขันนี้บ่อย ๆจุดประสงค์หลักของการตั้งชมรมฯ ขึ้นมาเพื่อส่งเสริมสุขภาพอนามัยก็จะเพี้ยนไปและอาจไม่สมควรใช้ชื่อชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพต่อไปเพราะทำให้ประชาชนทั่วไปสับสนกับคำว่า "สุขภาพ"ได้ว่าต้องแข็งแกร่งและแข็งแรงขนาดต้องลงแข่งขันและต้องชนะเท่านั้นไม่เช่นนั้นก็ไม่ถือว่ามีสุขภาพดีซึ่งก็จะมีผลโยงไปถึงการ(ไม่)ตัดสินใจตั้งชมรมเพื่อสุขภาพของกลุ่มคนอื่น ๆ อีกต่อไป
ส่วนชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทยนี้เดิมมีการเสนอว่าให้เปลี่ยนชื่อเป็นชมรมจักรยานเพื่อ"สิ่งแวดล้อม"เพราะมีกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอยู่มากพอสมควร เช่นรณรงค์เพื่อลดมลพิษอากาศในเมืองหรือจัดให้มีโครงการรีไซเคิลจักรยานเก่า (ลดขยะและสารพิษ)หรือรณรงค์ให้ลดการใช้พลังงาน ดังนี้เป็นต้นแต่หลังจากที่ได้อภิปรายและปรึกษาหารือกันแล้วก็มีความเห็นให้คงชื่อเดิมไว้เพราะเราตีความหมายของคำว่า"สุขภาพ"นี้ว่าไม่ใช่สุขภาพทางกายที่หลายคนวาดภาพเอาไว้ว่าเพียงแต่แข็งแรง ไม่เจ็บไข้ได้ป่วยไม่ต้องไปพบหมอเป็นประจำ ก็ถือว่ามีสุขภาพดีแล้วแต่เราให้ความหมายของคำว่า"สุขภาพ"ว่า หมายถึงสุขภาพของเมือง ของชุมชนของประเทศด้วย ซึ่งนั่นก็คือเมืองหรือชุมชนหรือประเทศจะต้องมีน้ำใส อากาศสะอาดปราศจากขยะและสารพิษ รวมทั้งคนในชุมชนต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีซึ่งนั่นก็คือเรื่องของสิ่งแวดล้อมเมืองนั่นเองชมรมฯจึงยังคงคำว่า"สุขภาพแห่งประเทศไทย"ไว้ โดยตั้งปณิธานว่าจะช่วยยกระดับ "สุขภาพเมือง" ให้ดีขึ้นเท่าที่จะทำได้
โดยสรุปก็คือในขั้นเริ่มต้น ต้องมีกลุ่มคนที่ทำงานเหมือน ๆ กันมาอยู่ร่วมกันและมีเจตจำนงเช่นเดียวกัน การตั้งชมรมฯจึงจะเกิดขึ้นได้
2. จำนวนคน
กลุ่มคนตามข้อหนึ่งนั้นไม่จำเป็นต้องมีมากชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทยเริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2534 ด้วยจำนวนคนเพียง 40 คนเศษ และได้ขยายฐานกำลังหรือจำนวนสมาชิกเป็นถึงกว่า 2 พันคนในเวลาเพียง 7 ปีเศษและที่เรียกว่าเป็น"ฐานกำลัง"ก็เพราะชมรมฯต้องการทำงานให้สังคมในวงกว้างเช่นผลักดันให้มีการวางแผนและจัดสร้างระบบทางเดินจักรยานในชุมชน ฯลฯจึงต้องสร้างกระแสสังคม และการจะสร้างกระแสสังคมแบบนี้ได้ต้องใช้คนจำนวนมากพอควรเพื่อจะได้มีน้ำหนักในการเรียกร้องหรือต่อรองหรือเสนอแนะต่อภาครัฐหน้าที่ประการหนึ่งของชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทยก็คือต้องพยายามให้มีกลุ่มคนที่สนใจเรื่องการใช้จักรยานเป็นทางเลือกในการเดินทางมาร่วมอยู่ในชมรมฯให้ได้เพิ่มขึ้นตามลำดับ
แต่สำหรับกลุ่มคนที่ต้องการจัดตั้งชมรมฯขึ้นในชุมชนของตัวเองโดยเฉพาะในต่างจังหวัดนั้น เป้าหมายการเพิ่มจำนวนสมาชิกให้มาก ๆไม่น่าจะเป็นประเด็นสำคัญ ความจริงแล้วคำกล่าวที่ว่า "มากหมอมากความ"ก็ยังใช้ได้ดีกับงานของชมรมฯ เพราะในบางกรณีมีคนมากไปก็อาจทำให้มีความหลากหลายทางความคิดมากจนหาจุดลงตัวไม่ได้และทำให้เกิดปัญหาในเชิงปฏิบัติได้ด้วยเช่นกัน
สรุปคือ ถ้ามีคนใจเดียวกันประมาณเพียง 10 คนก็น่าจะตั้งเป็นชมรมฯได้แล้ว
3. แกนนำ
จากนั้นก็ต้องเลือกคนที่จะมาเป็นแกนนำของกรรมการชมรมฯ บุคคลหลัก ๆในช่วงเริ่มต้นมีเพียงแค่ 2 คน คือตำแหน่งประธานและตำแหน่งเลขาธิการคนที่จะมาเป็นประธานควรค่อนข้างเป็นผู้ใหญ่ มีบารมีด้านบริวารและทางสังคมพอสมควรแต่หากหาคนที่มีบุคลิกภาพนี้ไม่ได้ก็ยังตั้งชมรมฯได้เพียงแต่อาจจะโตช้าหรือไม่ก็แคระแกรมอยู่อย่างนั้น ทว่าหากกลุ่มคนนั้น ๆต้องการงานเพียงแค่นั้น ไม่ต้องการขยายเป็นอย่างอื่นคุณสมบัติของประธานก็เพียงเป็นผู้ใหญ่นิดหน่อยก็น่าจะพอ
แต่หากต้องการทำงานในสังคมท้องถิ่น เช่นรณรงค์เพื่อลดการเสพยาบ้าในจังหวัดของตัวเองฯลฯคนที่จะมาเป็นประธานก็ควรเข้าถึงบุคคลหรือเจ้าหน้าที่ระดับบริหารงานท้องถิ่นได้เช่น นายกเทศมนตรี ผู้กำกับการตำรวจท้องถิ่น นายอำเภอ ฯลฯเพื่อที่จะร่วมมือกันในโครงการขนาดไม่เล็กที่จะทำกันขึ้นต่อไป
ส่วนเลขาธิการควรเป็นคนที่คล่อง มีไฟแรง (ไม่จำเป็นต้องเป็นคนหนุ่มคนสาวเท่านั้น) ทำงานได้รอบด้านสามารถทำงานแทนประธานช่วงประธานไม่อยู่ ฯลฯ เพราะจะต้องเป็นแม่บ้านของชมรมฯไม่ว่าจะเป็นด้านเอกสาร การจัดการ การวางแผน การติดต่อประสานงาน การประชุม ฯลฯคนนี้จึงมีความสำคัญต่อชมรมฯไม่น้อยกว่าประธาน
แต่ถ้าหากเป็นชมรมใหญ่ มีสมาชิกเป็นจำนวนมากและมีเงินหมุนเวียนในชมรมแต่ละปีไม่น้อยนัก (เพียงปีละ 5 หมื่นก็ไม่น้อยแล้ว)ก็ควรมีกรรมการอีกตำแหน่งหนึ่งคือเหรัญญิก หรือฝ่ายการเงินเพื่อดูแลการเงินการทองให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ ปกติการจัดตั้งชมรมฯใหม่ ๆในช่วงแรก ๆ มักไม่มีปัญหานี้ เพราะมีเม็ดเงินผ่านมือไม่มากและทุกคนก็ทำด้วยใจรักแบบอาสาสมัครที่ไม่ได้มีเงินติดมือกลับบ้าน แต่เมื่อทำๆไปแล้วปัญหานี้มักเกิดขึ้นอยู่บ่อย ๆ อาจจะโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็ดีโดยความเข้าใจผิดก็ดี หรือโดยจงใจเอาเปรียบสมาชิกคนอื่น ๆ ก็ดีแต่ปัญหานี้ก็เกิดขึ้นได้อย่างง่าย ๆ อย่างที่ไม่คาดคิดและเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็เปรียบเหมือนรอยร้าวของแก้วที่ประสานเชื่อมได้ยากและจะเป็นผลเสียต่อชมรมฯในที่สุด
เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องสำคัญและต้องพึงระวังการที่จะคัดตัวคนใดคนหนึ่งมาเป็นกรรมการหรือแม้กระทั่งสมาชิกก็ต้องดูให้ดีพอควรบุคคลใดที่พอจะรู้มาได้ว่าชอบเอาเปรียบสังคมส่วนรวมหรือต้องการเข้ามาแสวงประโยชน์จากชมรมฯในรูปของการทำธุรกิจหรือเข้ามาโกงเอาดื้อ ๆ ก็พึงไม่ให้เข้า หรือถ้าเข้ามาแล้วก็ต้องหาทางคัดทิ้งหรือให้ออกไปจากชมรมฯ จะโดยทางตรงหรือทางอ้อมก็ตามที
เรื่องนี้ไม่ใช่พูดกันเล่น ๆ หรือเลื่อนลอยขนาดในชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทยซึ่งมีกรรมการผู้มีความรู้ความสามารถและจิตใจสะอาดเป็นส่วนใหญ่และเป็นที่ยอมรับของสังคมโดยรวมก็ยังเคยมีบุคคลที่มีบุคลิกภาพทางลบดังกล่าวแอบแฝงเข้ามาเอาเปรียบการทำงานของชมรมฯอยู่เป็นบางครั้งซึ่งหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ก็คงต้องทำใจให้เป็นอุเบกขาและตัดทิ้งออกจากใจและเดินหน้าตามอุดมการณ์ของชมรมฯต่อไป
อย่างไรก็ตามที่พูดมาทั้งหมดในหัวข้อนี้เป็นทฤษฎีซึ่งในทางปฏิบัติทำได้ยากมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งการคัดเลือกคนที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกของชมรมฯเพราะยังหากฎเกณฑ์ที่เหมาะสมที่จะมาคัดเลือกคนที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกของชมรมฯเพราะยังหากฎเกณฑ์ที่เหมาะสมที่จะมาคัดเลือกคนที่ไม่พึงประสงค์ออกไปจากระบบได้ตั้งแต่แรกสมัครยกตัวอย่างเช่นมีอดีตสมาชิกของชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทยผู้หนึ่งที่เดินทางไปท่องเที่ยวกับชมรมฯโดยไม่ยอมชำระค่าเดินทางอยู่หลายครั้งโดยอ้างว่าประธานชมรมฯเป็นคนอนุมัติให้ไปได้ฟรี ๆขณะที่ประธานชมรมฯไปท่องเที่ยวกับชมรมฯก็ยังต้องชำระค่าใช้จ่ายตามปกติจนท้ายสุดสมาชิกคนที่ไปด้วยกันนั่นแหล่ะทนไม่ได้และต้องขับไล่สมาชิกกาฝากผู้นั้นออกจากชมรมฯอย่างเป็นทางการ
แต่ตัวอย่างแบบนี้ก็มีน้อยมากน้อยจนไม่จำเป็นต้องเอามาเป็นตัวถ่วงการตัดสินใจทำงานเพื่อส่วนรวมของคนที่อยากทำงาน
4. กรรมการ
กรรมการตำแหน่งอื่น ๆ ได้แก่
รองประธาน (อาจมีมากกว่าหนึ่งคน แต่ต้องใช้กับชมรมที่มีขนาดใหญ่และทำงานมาได้ช่วงหนึ่งแล้ว และมีงานหรือกิจกรรมมากจนต้องมีรองประธานมาช่วยงาน)
ผู้ช่วยเลขาธิการ (เช่นเดียวกัน ใช้สำหรับชมรมขนาดใหญ่ตั้งมานานแล้วพอสมควรถ้าเป็นชมรมขนาดเล็กหรือเพิ่งเริ่มตำแหน่งนี้ไม่ควรมีเพราะจะเกิดการเกี่ยงงานกันขึ้นได้)
บัญชี (สำหรับจัดระบบบัญชี และทำงบดุลแถลงต่อสมาชิกในการประชุมประจำปีนี่ก็อีกเช่นกันที่จะใช้เฉพาะสำหรับชมรมฯที่มีงานมากและมีงบประมาณสูงเกินที่จะปล่อยไปโดยไม่ตรวจสอบโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีโครงการที่ขอบริจาคจากประชาชนทั่วไป แต่สำหรับชมรมเล็ก ๆแล้วไม่ควรมีตำแหน่งนี้เลย เพราะจะทำให้ยุ่งยาก หาคนมาทำงานลำบากและจะทำให้การจัดตั้งองค์กรเกิดขึ้นไม่ได้เสียด้วยซ้ำ)
นายทะเบียน (คนนี้ก็มีบทบาทสำคัญเพราะจะต้องเป็นคนที่รวบรวมรายชื่อของสมาชิกทั้งใหม่และเก่าและต้องปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่ตลอดเวลาด้วยรายชื่อพวกนี้สำคัญมากหากชมรมอยู่ในเมืองใหญ่เพราะจะต้องใช้สำหรับการประสานงานทั้งระหว่างมวลสมาชิกและกับบุคคลภายนอก)
ฝ่ายนายทุน (หากต้องการทำงานให้ใหญ่มีโครงการสนองตอบต่อสังคมได้มากตำแหน่งนี้ก็อาจจำเป็น มิฉะนั้นก็ทำงานไม่ได้)
ประชาสัมพันธ์ (ตำแหน่งนี้สำคัญในยุคข่าวสารแบบปัจจุบันต้องเป็นคนที่กว้างขวางในสังคมทั้งท้องถิ่นและส่วนกลางเพื่อที่จะได้กระจายข่าวกิจกรรมของชมรมฯให้สังคมภายนอกรู้จักซึ่งจะเป็นผลพวงต่อให้ฝ่ายหาทุนทำงานให้ง่ายขึ้นด้วย)
บรรณาธิการ (เรียกตำแหน่งนี้ให้โก้เข้าไว้เป็นคนที่รับผิดชอบต่อการจัดทำจดหมายข่าวหรือสารสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกและเผยแพร่ออกสู่ภายนอกสารสัมพันธ์ดังกล่าวนี้มีความจำเป็นมากเพราะเป็นสิ่งเดียวที่ใช้สื่อสารระหว่างกันการที่เป็นชมรมฯขึ้นมาแต่ไม่มีการสื่อสารกันและกันก็ไม่สามารถเป็น"ชุมชนชาวจักรยาน" หรือชุมชนลักษณะอื่นได้และนี่คือปัญหาใหญ่เพราะปัจจุบันการพิมพ์ลงคอมพิวเตอร์ไม่ใช่เรื่องยากการถ่ายสำเนาก็ทำได้ง่าย แต่การหาบทความที่ดี ๆ มีคนเขียนที่พอเขียนให้รู้เรื่องได้และมีจำนวนมากพอให้จดหมายข่าวออกได้ต่อเนื่องและเป็นประจำนี่สิเป็นเรื่องยากและเป็นปัญหากับชมรมฯส่วนใหญ่ บอกได้เลยว่าอย่างน้อยร้อยละ 90 ของชมรมฯในประเทศขาดคุณสมบัติข้อนี้ ซึ่งนั่นก็แสดงว่าชมรมต่าง ๆในบ้านเรายังไม่ใช่ชมรมฯ หรือชุมชนในความหมายที่แท้จริงนักอย่างไรก็ตามในบางกรณีชมรมฯเหล่านี้ก็ดำเนินกิจกรรมมาได้อย่างดีความจำเป็นต้องมีจดหมายข่าวจึงอาจไม่ใช่สิ่งจำเป็นสุดยอดของการจัดตั้งชมรมฯโดยเฉพาะชมรมฯขนาดเล็ก)
กรรมการกลาง (ที่เหลือก็เป็นกรรมการกลางซึ่งมีจำนวนเท่าใดขึ้นอยู่กับขนาดของชมรมฯ ในบางชมรมฯที่มีขนาดเล็กมาก ๆสมาชิกทุกคนต้องเป็นกรรมการหมด ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่เสียหายแต่เป็นเครื่องชี้ว่าชมรมฯนั้นมีขนาดเล็กแต่ทุกคนก็ยินดีลงแรงกายแรงใจมาช่วยงานสาธารณกุศลทั้งสิ้น ซึ่งก็น่าภูมใจกว่ากรณีที่เป็นชมรมฯใหญ่แต่หาอาสาสมัครไม่ได้)
5. กฎหมาย
ชมรมต่าง ๆ ที่มีขึ้นในประเทศไทยนี้ไม่มีฐานะทางกฏหมายทั้งสิ้นไม่เหมือนกับสมาคมหรือมูลนิธิที่ต้องไปจดทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติและสำนักตำรวจแห่งชาติการตั้งชมรมจึงง่ายมากหากหากลุ่มคนที่มีคุณสมบัติตามที่เขียนไว้ข้างต้นได้พอสมควรก็สามารถประกาศจัดตั้งเป็นชมรมขึ้นมาได้เลย
ส่วนใหญ่แล้วมักจะมีการประชุมครั้งแรกโดยนัดทานอาหารร่วมกันแล้วปรึกษาหารือในตำแหน่งประธาน, เลขาธิการ และก็จัดตั้งชมรมขึ้นได้เลย ซึ่งจะเห็นได้ว่าทั้งง่ายสะดวกและคล่องตัวมาก
แต่จากการที่เป็นชมรมโดยไม่มีกฎหมายรองรับ (เพราะจัดตั้งง่าย) เช่นนี้เองทำให้มีปัญหาตามมาบ้าง โดยเฉพาะชมรมที่ต้องทำงานในระดับใหญ่ ๆ เพราะชมรมนั้น ๆจะไม่มีตัวตนทางกฏหมายจึงไม่สามารถออกใบเสร็จรับเงินชนิดที่สรรพากรยอมรับและรับรองได้เมื่อจะไปขอทุนสนับสนุนจากทางราชการหรือห้างร้าน (ขนาดใหญ่เช่นกัน)ที่ต้องการใบเสร็จสำหรับไปใช้หักภาษีภายหลังก็ไม่สามารถทำได้ แต่ถ้าเป็นชมรมเล็ก ๆใช้เงินจากสมาชิกหรือกรรมการหรือเพื่อน ๆ ด้วยกันเองปัญหานี้ก็ไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป
อย่างไรก็ตาม หากการตั้งชมรมทำขึ้นมาโดยคนกลุ่มหนึ่งและคนกลุ่มนั้นเป็นประธาน เลขาธิการ ฯลฯ ต่อไปทุก ๆ ปีโดยไม่มีการถามสมาชิกว่าจะมีการเลือกตั้งกันใหม่หรือไม่หรือถามไถ่แล้วก็ไม่มีการเลือกตั้งใหม่เพื่อให้คนอื่นมีโอกาสเข้ามาทำงานบ้างชมรมนั้นก็เป็นชมรม"เถื่อน"ในสายตาของคนอื่นๆ หรือหากเป็นชมรมที่มีกรรมการอยู่ 2-3 คน แต่พยายามสร้างภาพว่าเป็นชมรมของมวลชนอย่างนี้ก็ถือว่าเป็นแก๊งมากกว่าจะเป็นชมรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ากิจกรรมที่ทำโดยแก๊งนั้น ๆทำเพื่อมุ่งหวังกำไรเชิงธุรกิจของแก๊งมากกว่าจะเป็นชมรมโดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ากิจกรรมที่ทำโดยแก๊งนั้น ๆทำเพื่อมุ่งหวังกำไรเชิงธุรกิจของแก๊งมากกว่าเพื่อนำรายได้มาเป็นฐานสำหรับทำงานเพื่อสังคมและสาธารณชนต่อไป
6. ชื่อและโลโก้ 
เมื่อเสร็จจากการตกลงปลงใจตั้งเป็นชมรมแล้ว ก็ต้องตั้งชื่อชมรมซึ่งควรตรวจสอบกับวงการในวงกว้างเพื่อที่จะได้ไม่มีชื่อซ้ำซ้อนและเกิดการสับสนกันในภายหลังจากนั้นก็ต้องหาคนที่มีฝีมือมาช่วยออกแบบสัญลักษณ์หรือโลโก้ของชมรมฯแต่หากไม่ต้องการความสวยงาม (เท่)ในด้านนี้ ตัวโลโก้ก็ไม่จำเป็นแต่ชื่อชมรมนั้นจำเป็นแน่เพราะไม่เช่นนั้นคนอื่น (รวมทั้งเราด้วย)ก็ไม่รู้จะเรียกกลุ่มของเราว่าอะไร
7. จุดประสงค์
ชมรมควรมีจุดประสงค์ของชมรมว่าตั้งชมรมขึ้นมาเพื่ออะไร และอยากทำอะไรรวมทั้งควรประกาศจุดยืนของชมรมให้เป็นที่รู้กันในหมู่สมาชิกและสังคมภายนอกจะได้ทำงานได้ไม่ออกนอกลู่นอกทาง ถ้าเขียนเป็นบันทึกลายลักษณ์อักษรเลยได้ก็ยิ่งดีในที่นี้ขอยกวัตถุประสงค์ของชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทยให้ดูเป็นตัวอย่างดังนี้
- ส่งเสริมการใช้จักรยานในทุกกิจกรรม เช่น เพื่อสุขภาพ คมนาคม ท่องเที่ยวและสันทนาการเป็นต้น
- ส่งเสริมการแก้ไขปัญหาจราจรด้วยการใช้จักรยานทั่วประเทศ
- เป็นองค์กรประสานงานระหว่างผู้ใช้จักรยานทั่วประเทศ
- อนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม
- ร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อสาธารณประโยชน์ และสันติภาพของมวลมนุษยชาติ
นอกจากนี้ชมรมยังมีคำขวัญต่ออีกด้วยว่า
"สองขาปั่น สองล้อหมุน เกื้อหนุนกัน สร้างสรรค์สังคม"และ"ปั่นจักรยานไปเที่ยวน่ะเที่ยวแน่ แต่จะแก้ปัญหาสังคมไปพร้อมกัน"ซึ่งก็เป็นการแสดงจุดยืนหรือปรัญญาของชมรมได้อย่างสั้น ๆ และง่าย ๆ
8. กิจกรรม
กิจกรรมของชมรมขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ที่ตั้งมาหากตั้งขึ้นมาเพื่อการท่องเที่ยวแต่ไปจัดกิจกรรมการแข่งขันอย่างเอาเป็นเอาตายก็คงจะผิดจุดประสงค์ไปและกิจกรรมของชมรมนี่แหล่ะจะเป็นตัวบ่งชี้อนาคตของชมรมหากตั้งขึ้นมาแล้วไม่มีกิจกรรมไปสักระยะหนึ่งความเป็นชมรมก็จะสลายและมวลสมาชิกก็จะหายหน้าหายตาไปทีละคนสองคนจนชมรมเหลืออยู่แต่ชื่อในที่สุด
อย่างไรก็ตามหากมีกิจกรรมมากแต่กิจกรรมนั้นเป็นการหาเงินเพื่อเข้ากระเป๋าของผู้บริหารชมรมฯในไม่ช้าผู้คนก็จะรู้ความจริง และความจีรังของชมรมนั้น ๆ ก็อาจไม่แน่นอนขึ้นได้การตั้งชมรมจึงต้องระมัดระวังในด้านนี้พอสมควร
ถ้าเป็นชมรมเล็ก ๆ ตั้งขึ้นใหม่ กิจกรรมไม่ต้องไปเน้นอะไรที่ใหญ่โตเพียงแต่จัดกิจกรรมร่วมกัน จัดกลุ่มไปร่วมกิจกรรมที่องค์กรอื่นเขาจัดขึ้น (เราจะได้ไม่เหนื่อยแรง) เช่นที่ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทยจัดทริปท่องเที่ยว หรือนำจักรยานเก่ามาซ่อมหรือพาเด็กด้อยโอกาสไปเที่ยว หรือทอดผ้าป่าด้วยจักรยาน หรือรณรงค์ลดการใช้พลังงานหรือลดมลพิษฯลฯ ชมรมเล็ก ๆก็สามารถนำกลุ่มไปร่วมกับเขาและถือเป็นกิจกรรมของกลุ่มได้ด้วย
เป็นที่น่าเสียดายที่กิจกรรมในลักษณะดังกล่าวยังมีอยู่น้อยและมีแค่ในกรุงเทพมหานครส่วนใหญ่ที่เหลือมักเป็นกิจกรรมการแข่งขันจักรยานเสียส่วนใหญ่ โอกาสที่ชมรมเล็ก ๆจะไปร่วมกิจกรรมใหญ่ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมจึงมีไม่มากนัก ชมรมใหญ่ ๆทั่วประเทศจึงควรริเริ่มกิจกรรมทำนองบริการสังคมนี้ให้มากขึ้นและประสานงานกับชมรมอื่น ๆ ให้เป็นไปตามลักษณะเครือข่ายของชมรมก็จะทำให้ลดการซ้ำช้อนของงาน และมีความผูกพันระหว่างกันมากขึ้น
9. ข้อบังคับ
ถ้าการที่จะมีข้อบังคับของชมรมทำให้ยุ่งยากจนจัดตั้งชมรมไม่ได้ก็อย่าไปสร้างเงื่อนไขนี้ขึ้นเพราะเกือบทุกชมรมในประเทศไทยไม่มีข้อบังคับของชมรมแต่ก็ทำงานกันได้ดังนั้นข้อนี้จึงไม่ใช่สิ่งจำเป็นยิ่งยวด แต่ถ้าหากสามารถจัดให้มีขึ้นได้ก็ช่วยให้การทำงานของชมรมรัดกุม รอบคอบ และมีข้อโต้แย้งน้อยลง
อย่าลืมว่าชมรมเป็นองค์กรหลวม ๆ ไม่มีกฎหมายรองรับการไว้เนื้อเชื่อใจกันจึงเป็นหัวใจหลักของการทำงานในลักษณะนี้มากกว่าข้อบังคับที่ตั้งขึ้นแล้วไม่มีคนปฏิบัติตาม
10. ประชุมประจำปี
การประชุมประจำปีจะจัดว่าจำเป็นก็จำเป็น จะว่าไม่ก็ไม่ขึ้นอยู่กับขนาดและความตั้งใจจริงของชมรม แต่ถ้าเป็นชมรมใหญ่แล้วสิ่งนี้จำเป็นมากเพราะเป็นโอกาสที่กรรมการจะแถลงผลงานให้สมาชิกทราบว่าทำอะไรไปบ้างในปีที่ผ่านไปมีการแถลงงบดุลให้โปร่งใสและให้สมาชิกทราบและซักถามรวมทั้งมีการเลือกตั้งกรรมการชุดใหม่ด้วย (ถ้าจะมี)ส่วนการประชุมประจำปีก็เป็นได้ทั้งอย่างมีรูปแบบ (ประชุมในห้องประชุม มีประธานมีการแถลง มีการซักค้านฯลฯ) และแบบง่าย ๆ (กินข้าวร่วมกัน และปรึกษาหารือกัน)ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของชมรมดังที่กล่าวมาแล้ว
ปัจฉิมลิขิต
ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทยยินดีเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำแก่กลุ่มคนที่ต้องการก่อตั้งชมรมจักรยานขึ้นและหากชมรมนั้น ๆจะเป็นสมาชิกของชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทยอีกต่อหนึ่งก็จะยิ่งดีเพราะจะเป็นการสร้างเครือข่ายที่มีไว้สำหรับแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารกันได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว
ผู้สนใจติดต่อได้ที่
ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย
849/53 จุฬาซอย 6 ถนนบรรทัดทอง แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
โทรศัพท์ 02 - 612 4747 โทรสาร 02 - 612 5511
E-mail : tcc_thaicycling@hotmail.com