"คาร์ฟรีเดย์" ในกรุง....หวังเห็นผลปี 54 วันพรุ่งนี้ 22 กันยายน “คาร์ฟรีเดย์”......Car Free Day หลาย ๆ ประเทศทั่วโลก รวมทั้ง ประเทศไทย จะร่วมรณรงค์ให้ประชาชนช่วยกันทิ้งรถบ้าน 1 วัน กระตุ้นต่อมประหยัดพลังงาน
“คาร์ฟรีเดย์” เริ่มครั้งแรกที่ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 22 ก.ย.2537 ที่รวมกับประชาชนใน 848 เมืองของ 25 ประเทศทั่วโลกผนึกกำลังรณรงค์ให้เกิดการตื่นตัวเพื่อลดพลังงาน หันไปใช้รูปแบบการเดินทางอื่น ๆ แทนรถยนต์ส่วนตัว เช่น ใช้รถจักรยาน ใช้คาร์พูล ทางเดียวกันไปด้วยกัน (Car Pool) เดินทางด้วยระบบขนส่งมวลชน เช่น รถไฟฟ้า ใช้รถขนส่งสาธารณะ เช่น รถประจำทาง นอกจากลดการใช้น้ำมันแล้ว ยังช่วยเซฟเงินในกระเป๋า แถมมีข้อดีอีกมากมายทั้งลดปัญหามลพิษ ลดภาวะโลกร้อน ลดปัญหาการจราจรและอุบัติเหตุ นับแต่นั้นมาวันที่ 22 ก.ย. ของทุกปี ก็เป็น “คาร์ฟรีเดย์” ที่คนทั่วโลกรู้จัก
สำหรับประเทศไทยเริ่มรณรงค์ “คาร์ฟรีเดย์” เมื่อปี 2543 และวันที่ 22 ก.ย. นี้ กรุงเทพมหานคร (กทม.) ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย ก็จัดรณรงค์คาร์ฟรีเดย์กระตุ้นต่อมกันอีกครั้ง ถือเป็นปีที่ 10 แล้ว ที่จัดต่อเนื่องกันมา หวังให้คนไทยตื่นตัวเรื่องการประหยัดพลังงาน ด้วยการงดใช้รถยนต์ส่วนตัว โดยวันพรุ่งนี้ ข้าราชการและลูกจ้างกทม. กว่า 100,000 คน จะร่วมมือร่วมใจไม่นำรถยนต์ส่วนตัวมาทำงาน ใช้วิธีคาร์พูล หรือใช้บริการระบบขนส่งมวลชน เช่น รถไฟฟ้า รถโดยสารประจำทาง เรือโดยสาร และจักรยาน เพื่อเป็นหน่วยงานต้นแบบ จุดประกายให้คนกรุงเทพฯ ตระหนักและเห็นประโยชน์จากการลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเดินทาง ตามเจตนารมณ์ “ลดใช้รถยนต์ ช่วยประหยัดพลังงานและรักษาสิ่งแวดล้อม”
นอกจากนี้จะขอความร่วมมือไปยังหน่วยงานราชการ องค์กร และโรงเรียนต่าง ๆ ในย่านที่มีการจราจรหนาแน่น เช่น สาทร สุขุมวิท สามเสน เพื่อเดินทางด้วยรถขนส่งสาธารณะ แทนรถยนต์ส่วนตัว ซึ่งในวันนี้ผู้ที่ปั่นจักรยานและเดินทางเชื่อมต่อกับรถไฟฟ้า โดยใช้จักรยานแบบพับเก็บได้ขึ้นไปบนสถานีรถไฟฟ้า ได้สิทธิพิเศษบริการฟรีในโบกี้ที่ 3 ส่วนชมรมจักรยานฯ ก็จะรวมพลังจักรยานจัดกิจกรรมในรูปแบบต่าง ๆ พร้อมกันทั่วประเทศใน 61 จังหวัด สร้างสีสันกระชากใจอีกทางหนึ่ง
นายจุมพล สำเภาพล ผู้อำนวยการสำนักการจราจรและขนส่ง (สจส.) กทม. กล่าวว่า การรณรงค์ของทั่วโลกและในประเทศไทยที่ผ่านมา ถือว่าได้ผลในระดับหนึ่ง โดยที่ประเทศฝรั่งเศสประชาชนใช้รถจักรยานวันละนับแสนคันในพื้นที่เขตเมือง เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพราะจักรยาน 2 ล้อปั่นถือว่าปลอดการใช้พลังงานมากที่สุด ส่วนในประเทศไทยในกรุงเทพฯ เอง ประชาชนก็ใช้จักรยานเพิ่มขึ้น ต่างเรียกร้องให้กทม.ก่อสร้างทางจักรยานเพิ่มเพื่อความสะดวกและปลอดภัยในการเดินทาง ยังไม่นับการใช้จักรยานในชีวิตประจำวันเช่น ปั่นไปจ่ายตลาด เชื่อมต่อการเดินทางจากบ้านขึ้นรถเมล์ หรือปั่นออกกำลังกายก็เห็นกันแพร่หลาย ขณะนี้กทม.มีทางจักรยานแล้ว 42 เส้นทาง รวม 194 กม. จะสร้างเพิ่ม 26 เส้นทางอีก 159 กม. เสร็จก่อน 9 เส้นทางในปี 2553 ที่เหลือทยอยเสร็จภายในปี 2556 ส่วนโครงข่ายรถไฟฟ้า รัฐบาลจะก่อสร้างส่วนต่อขยายอีก 10 สาย จะเสร็จในปี 2572 รวมทั้งการปรับเส้นทางรถเมล์ใหม่ให้เหลือประมาณ 200 สาย ขณะที่ กทม.ก็อยู่ระหว่างก่อสร้างรถไฟฟ้าส่วนต่อขยายจากอ่อนนุชไปแบริ่ง และจากวงเวียนใหญ่ถึงเพชรเกษมวางเป้าหมายเปิดให้บริการในปี 2554 นอกจากนี้รถไฟฟ้าเชื่อมสนามบิน (แอร์พอร์ตลิงก์) ของการรถไฟแห่งประทศไทย ก็จะเปิดให้ประชาชนได้ใช้อย่างเป็นทางการในวันที่ 5 ธันวาคมนี้ จะทำให้ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากรุงเทพฯ จะมีระบบรถไฟฟ้า รถสาธารณะ แต่จำนวนประชากรที่มากถึง 10 ล้านคน มีความต้องการเดินทางสูงถึง 17 ล้านเที่ยวต่อวัน มีจำนวนรถยนต์กับรถจักรยานยนต์รวมราว 5 ล้านคัน เฉพาะชั่วโมงเร่งด่วนรถเคลื่อนที่เพียง 10 กม.ต่อชั่วโมง และคาดการณ์ว่าใน พ.ศ. 2564 ความต้องการเดินทางในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลจะพุ่งสูงถึง 26.2 ล้านเที่ยว หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 64 เมื่อย้อนไปปี 2510 มีรถยนต์เพียง 200,000 คัน เพิ่มขึ้นถึง 20 เท่า แต่การก่อสร้างถนนของกทม.ในรอบ 42 ปีที่ผ่านมาทำได้เพียงปีละ 0.5% ดังนั้น สจส. จึงเตรียมจ้างที่ปรึกษาศึกษาพื้นที่ (โซน) วิกฤติจราจรในกรุงเทพฯทั้งปัจจุบันและอนาคตรวมทั้งการใช้มาตรการควบคุมจำนวนรถยนต์ในพื้นที่กรุงเทพฯ งบศึกษา 25 ล้านบาท เริ่มศึกษาปลายปีนี้ ใช้เวลา 8 เดือน จะทราบโซนวิกฤติและมาตรการ ต่าง ๆ เช่น กำหนดโซนนิ่งห้ามรถส่วนตัวเข้า ในโซนนั้นจะมีเฉพาะระบบขนส่งมวลชนและรถสาธารณะเท่านั้น หรือเข้าได้แต่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมที่สูงมาก หรือการห้ามรถส่วนตัวที่ไม่มีผู้โดยสารเข้าในถนนบางสาย ใช้รถตามวันคู่และคี่ให้ตรงตามเลขท้ายทะเบียน
กทม.วางเป้าหมายเริ่มใช้มาตรการดังกล่าวที่จะได้จากการศึกษาราวปี 2554 โดยจะนำร่องใช้มาตรการในโซนวิกฤติจราจรเบื้องต้น เช่น ถนนสีลม ถนนสุขุมวิท หรือพื้นที่ชั้นในเพื่อดูผลก่อนขยายไปยังจุดวิกฤติอื่น ๆ ซึ่งมาตรการนี้ประเทศไทยได้เริ่มใช้บ้างแล้วให้ประชาชนเริ่มคุ้นเคยเช่น การห้ามจอดรถในถนนบางสาย หรือบางช่วง การกำหนดช่องทางบัสเลน หรือการใช้เฮทโอวีเลน คือช่องทางที่มีรถนั่งเกิน 3 คนเข้าได้ เช่น ถนนราชดำริ หรือถนนสามเสน รวมทั้งการรณรงค์ “คาร์ฟรีเดย์” ให้ประชาชนเคยชินก่อนที่จะใช้มาตรการที่เคร่งครัด ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกเช่น อังกฤษ สวีเดน สิงคโปร์ ใช้ได้ผล ทำให้การแก้ไขปัญหาการจราจรวิกฤติมีประสิทธิภาพขึ้น ร่วมกันจอดรถไว้บ้าน 1 วัน
ซักซ้อมกันก่อนต้องจอดรถไว้บ้านกันจริง ๆ ในอนาคต
เพื่อลดพลังงาน ช่วยโลกของเรา จิรา จิราสิต...รายงาน
ข้อมูลจาก หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
http://203.155.220.217/dotat/news/2552/ ... 1-9-52.htm...
..
.
ร่วมแสดงความเห็นได้ในกระทู้นี้ครับ >>> viewtopic.php?f=7&t=3007&p=19512#p19512...
..
.
